วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559

นิทาน เรื่องลาหลายนาย
 
 
กาลครั้งหนึ่งมีลาอยู่ตัวหนึ่งทำงานอยู่ในสวนผลไม้ มันรู้สึกว่ามันต้องทำงานหนักให้เจ้านายอยู่ทุกวันแต่กลับได้กินเพียงนมและข้าวโพด มันจึงได้ไปขอร้องให้นางฟ้าช่วยเหลือ นางฟ้าจึงได้ส่งให้มันไปอยู่กับช่างปั้นหม้อ นับจากนั้นมาเจ้านายคนใหม่ก็มักใช้ให้มันแบกหามดินก้อนใหญ่ๆ เป็นระยะทางไกลๆ ทุกวัน เพื่อนำดินเหล่านั้นมาปั้นเป็นหม้อ แต่อาหารที่มันได้รับนั้นกลับเป็นเพียงฟางแห้งๆ และน้ำเท่านั้น
คราวนี้ลาจึงไปขอร้องนางฟ้าใหม่อีกครั้งหนึ่งให้ช่วยเปลี่ยนเจ้านายให้มันใหม่ โดยคราวนี้นางฟ้าได้ส่งมันไปอยู่กับช่างฟอกหนัง เจ้านายคนใหม่ของมันให้มันทำงานหนักยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ซ้ำยังถูกเฆี่ยนตีทุกวันด้วย ทำให้มันเกิดสำนึกได้ว่าชีวิตตอนที่อยู่ในสวนผลไม้กับเจ้านายคนแรกนั้นช่างแสนสบายยิ่งนัก ตอนนี้มันรู้แต่เพียงว่าหากมันไม่ยอมทำงานหนักเพื่อรักษาชีวิตของมันเอาไว้ มันก็คงต้องถูกถลกหนังไปฟอกขายเป็นแน่
นิทานเรื่องหนูในหีบ
กาลครั้งหนึ่งมีหนูอยู่ตัวหนึ่งได้เกิดและอาศัยอยู่ในหีบใส่ของ โดยที่ไม่เคยก้าวขาออกไปจากหีบเลย โดยมันจะกินอาหารที่แม่บ้านนำมาเก็บกักตุนไว้ภายในหีบเท่านั้น
และในวันหนึ่งขณะที่หนูกำลังเล่นสนุกอยู่นั้น มันก็ได้ปีนป่ายขึ้นไปด้านบนจนสูงเกินไป ทำให้เกิดพลัดตกจากหีบลงมากองอยู่บนพื้น เจ้าหนูนั้นทั้งรู้สึกสับสนและหวาดกลัวคละเคล้ากันไป หนูจึงรีบวิ่งลนลานไปมาเพื่อหาทางกลับเข้าไปในหีบนั้นอีกครั้ง จนกระทั่งมันเกิดไปสะดุดเข้ากับเนยแข็งชิ้นหนึ่งที่ตกอยู่บนพื้น และเพราะไม่อาจทนต่อความหิวได้ เจ้าหนูจึงกินเนยแข็งชิ้นนั้นทันที ซึ่งทันทีที่มันได้สัมผัสกับรสชาติของเนยแข็งชิ้นนี้มันก็ถึงกับร้องตะโกนขึ้นว่า “ข้าช่างโง่เง่าเสียจริง ที่คิดว่าในหีบใบนั้นมีอาหารที่วิเศษที่สุด”
จากนั้นมันจึงกินเนยแข็งที่แสนอร่อยชิ้นนั้นจนหมด และไม่คิดที่จะกลับเข้าไปอยู่ในหีบนั้นอีกเลย
นิทานเรื่องลากับม้าศึก
 
 
ครั้งหนึ่งมีลาอยู่ตัวหนึ่งแบกของมามากมายจนเต็มหลัง ขณะที่มันมาถึงประตูเมืองก็พลันเหลือบไปเห็นม้าศึกสีขาวท่าทางน่าเกรงขามตัวหนึ่งสวมเครื่องประดับยศม้าและอานดูสง่างามเป็นอย่างมาก ลาจึงก้มลงมองตนเองที่มีแต่สัมภาระอยู่เต็มหลัง อีกทั้งเนื้อตัวยังมอมแมม ไร้สง่าราศี
ในใจมันก็ได้แต่น้อยใจในชะตาชีวิตของตนเองและนึกอิจฉาสัตว์ที่มีเกียรติอย่างม้าศึกนี้ มันเดินก้มหน้าก้มตาไปตามทางจนถึงประตูหลังเมือง และเผอิญมองผ่านไปเห็นม้าศึกอีกตัวที่ได้รับบาดเจ็บจากสงครามที่เพิ่งเสร็จสิ้น ม้าบาดเจ็บตัวนั้นพิการและไม่สามารถออกวิ่งได้อีก
ลาจึงเข้าไปถามม้าศึกว่า “ทำไมเจ้าไม่เข้าไปรักษาตัวอยู่ในคอกม้าหลวงล่ะ” ม้าศึกจึงตอบว่า “เมื่อข้าหมดประโยชน์แล้ว คงไม่มีที่ว่างในคอกม้าหลวงให้ข้าได้อาศัยหรอก” เมื่อลาได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเวทนาม้าศึกยิ่งนัก
นิทาน เรื่อง  หนูนากับหนูเมือง
ในวันหนึ่งหนูนาได้ชวนหนูเมืองมาเที่ยวที่บ้านของตน ซึ่งทั้งหนูนาและหนูเมืองต่างเป็นเพื่อนรักกัน หนูนานั้นได้เตรียมตัวต้อนรับหนูเมืองโดยการสรรหาอาหารต่างๆ มากมาย ที่จะหาได้จากท้องนามาคอยต้อนรับเพื่อนรักอย่างหนูเมือง แต่เมื่อหนูเมืองมาถึงเห็นเข้าก็เบ้ปาก แล้วพูดกับหนูนาว่า “เจ้าทนกินอาหารแย่ๆ แบบนี้เข้าไปได้อย่างไรกัน อาหารที่บ้านของข้าอร่อยกว่านี้ตั้งมากมาย ทั้งยังมีที่นอนอันแสนสบายกว่านี้ด้วย”
ดังนั้นหนูเมืองจึงได้ชวนหนูนาให้ไปเที่ยวที่บ้านของมัน และเมื่อมาถึงบ้านของหนูเมือง หนูนาเห็นอาหารอร่อยๆ มากมายเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ทั้งสองจึงพากันเข้าไปกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ขณะนั้นหนูนาได้ยินเสียงหมาเห่า จึงถามหนูเมืองว่า “นั่นเสียงอะไรน่ะ” หนูเมืองก็ตอบว่า “ก็แค่เสียงเห่าของหมาในบ้านหลังนี้เท่านั้นเองแหละ”
ครู่ต่อมาประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมกับเจ้าหมาตัวใหญ่ที่วิ่งตรงเข้ามายังที่พวกมันกำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยกันอยู่ ทำให้หนูทั้งสองตัวต่างรีบวิ่งหนีกันอย่างสุดชีวิต จนเมื่อรอดพ้นจากการตามล่าของเจ้าสุนัขตัวใหญ่มาได้ หนูนาจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัวว่า “นี่น่ะเหรอชีวิตที่แสนสบายของเจ้า ถ้าต้องอยู่อย่างหวาดผวาแบบนี้ ข้าขอกลับไปใช้ชีวิตที่ท้องนาของข้าเหมือนเดิมดีกว่า”
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีปลาอยู่สามตัวซึ่งเป็นเพื่อนกัน ชื่อว่า “มิตจินตี” “พหุจินตี” และ “อัปปจินตี” วันหนึ่งปลาทั้งสามได้ว่ายน้ำหากินจากป่าออกมาสู่ถิ่นมนุษย์ ปลามิตจินตีผู้มีปัญญาเล็งเห็นว่าในถิ่นมนุษย์นันเต็มไปด้วยภัยอันตราย ด้วยเพราะมีชาวประมงมากมายต่างใช้แห อวน และเครื่องดักปลาอื่นๆ มาจับปลาไปกินหรือขายต่ออยู่เสมอ ปลามิตจินตีจึงชักชวนเพื่อนทั้งสองให้ว่ายน้ำกลับเข้าป่าตามเดิมโดยปลาทั้งสองต่างเห็นด้วยแต่ขอกลับวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน
นิทาน  เรื่อง หมาป่าในหนังแกะ
 
กาลครั้งหนึ่งมีหมาป่าตัวหนึ่งคอยเฝ้าวนเวียนหาโอกาสเพื่อที่จะเข้าไปขย้ำลูกแกะอยู่หลายวัน แต่ก็ยังไม่สบโอกาสเสียที เพราะคนเลี้ยงแกะนั้นไม่เคยออกห่างจากฝูงแกะเหล่านี้เลย เจ้าหมาป่าจึงคิดอุบายโดยการไปขโมยหนังแกะมาคลุมร่างของมันไว้ จากนั้นมันก็ปลอมตัวเข้าไปปะปนอยู่ในฝูงแกะนี้ พร้อมกับบอกกับตัวเองว่า “รอให้มืดก่อนเถอะ คราวนี้ล่ะข้าจะจับแกะกินให้อิ่มแปล้เลยทีเดียว”
ครั้นเมื่อตกเย็นเจ้าแกะในร่างของหมาป่าก็ถูกต้อนเข้าไปในคอกเลี้ยงแกะ แต่บังเอิญค่ำนี้คนเลี้ยงแกะนึกอยากกินเนื้อแกะขึ้นมา จึงเดินไปที่คอกเพื่อหวังจะจับแกะสักตัวมาทำอาหารกินให้อร่อย และเจ้าแกะผู้โชคร้ายที่ถูกจับได้นั้นก็คือเจ้าหมาป่าที่แอบปลอมตัวเข้ามานั่นเอง
 
นิทานเรื่อง    กระต่ายกับหนู


ครั้งหนึ่งมีกระต่ายผู้ผอมโซอยู่ตัวหนึ่งกำลังเดินหาอาหาร มันเดินโซซัดโซเซเรื่อยมาจนพบกับยุ้งของชาวไร่ มันสังเกตเห็นรูที่ใหญ่พอที่มันจะสามารถมุดลอดเข้าไปอยู่ในยุ้งได้ และทันทีที่มุดเข้าไปด้านในก็พบกับข้าวโพดกองใหญ่มันจึงพูดกับตัวเองว่า “นี่เป็นดังขุมทรัพย์ที่พระเจ้าชี้นำทางให้แก่ข้า”
จากนั้นมันก็กินข้าวโพดข้างในนี้อย่างเอร็ดอร่อย หลายวันผ่านไปร่างกายของมันก็เริ่มอ้วนขึ้นๆ จนกระทั่งวันหนึ่งมันได้ยินเสียงคนพูดคุยกันถึงเรื่องที่ชาวไร่จะนำข้าวโพดในยุ้งไปขาย มันทั้งตกใจและลนลานหาทางออกจากยุ้งนี้แต่ก็หาไม่เจอเสียที พบแต่เพียงรูเล็กๆ รูหนึ่งเท่านั้น
เจ้าหนูน้อยที่อาศัยอยู่ในยุ้งแห่งนี้อยู่ก่อนและเฝ้าดูเหตุการณ์มาโดยตลอดจึงหัวเราะและกล่าวกับกระต่ายว่า “เจ้ากระต่ายเอ๋ย รูเล็กๆ ที่เจ้าเห็นมันก็เป็นช่องทางเดียวกับที่เจ้าลอดเข้ามาตอนแรกนั่นแหละ เจ้าคงต้องรอให้ผอมเท่าเดิมเสียก่อนจึงจะออกไปได้ แต่กว่าเจ้าจะผอม เจ้าก็คงถูกชาวไร่จับไปกินเป็นอาหารเสียก่อนเป็นแน่”

นิทานเรื่อง  กากับเหยือกน้ำ
 
 
 
 
วันหนึ่งในฤดูแล้ง น้ำตามหนองน้ำและลำธารต่างก็แห้งขอดลงไปหมด มีกาตัวหนึ่งซึ่งยังไม่ได้กินน้ำแม้แต่หยดเดียวเลยทั้งวัน มันกระหายน้ำเป็นอย่างมากจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงจะบินไปไหนได้อีก แต่โชคดีที่มันเผอิญเหลือบไปเห็นเหยือกน้ำใบหนึ่งตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ กาไม่รอช้ารีบบินไปดูในทันที
กาพบว่าเหยือกน้ำใบนั้นทั้งสูงและมีปากแคบ โดยภายในเหยือกนั้นก็เหลือน้ำอยู่น้อยเต็มที กาจึงครุ่นคิดหาวิธีการที่จะกินน้ำในเหยือกนั้น ทั้งพยายามแหย่จะงอยปากของมันลงไป และพยายามผลักเหยือกน้ำให้ล้มลง แต่มันก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอ ไม่ว่าจะอย่างไรจนแล้วจนเล่ามันก็ยังไม่สามารถกินน้ำในเหยือกได้สักที
เมื่อคิดได้ในที่สุดมันก็ตัดสินใจไปคาบก้อนกรวดมาใส่ลงไปในเหยือกทีละก้อนๆ จนระดับน้ำภายในเหยือกค่อยๆ สูงขึ้นถึงคอเหยือก แล้วกาก็ได้กินน้ำในเหยือกนั้นอย่างสมใจ
 


วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559


นิทานเรื่องลิงกับเต่า
 
 
ครั้งหนึ่งมีลิงอยู่ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ใกล้ๆ กับลำธาร และมันก็จะเก็บผลไม้แถวๆ นั้นกินเป็นอาหารทุกวันจนไม่เหลือแม้แต่ผลเดียว ขณะที่ฝั่งตรงข้ามของลำธารนั้นมีผลไม้สุกน่ารับประทานออกผลอยู่มากมาย เจ้าลิงจึงได้แต่คิดว่าจะข้ามไปกินผลไม้ยังฝั่งตรงข้ามได้อย่างไร
ในวันหนึ่งมีเต่าตัวหนึ่งกำลังว่ายน้ำผ่านมาพอดี ลิงจึงเข้าไปทักทายเต่าว่า “สวัสดีเจ้าเต่า ตั้งแต่เกิดมาข้ายังไม่เคยเห็นผู้ที่สามารถว่ายน้ำได้เก่งเช่นเจ้ามาก่อนเลยในชีวิต แต่ข้าสิกลับว่ายน้ำไม่เป็น” เต่าได้ฟังที่ลิงพูดดังนั้นก็รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก จึงเอ่ยชวนเจ้าลิงเพื่อนใหม่ว่า “เจ้าขึ้นมาบนหลังข้าสิ ข้าจะพาเจ้าไปเที่ยวอีกฝั่งหนึ่ง”
ฝ่ายลิงไม่รีรอรีบกระโดดขึ้นบนหลังเต่าตามแผนทันที แล้วเต่าก็ค่อยๆ พาลิงว่ายน้ำข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามอย่างช้าๆ และเมื่อไปถึงลิงก็รีบกระโดดลงจากหลังเต่าทันที พร้อมกับพูดว่า “เจ้าเต่าเจ้าช่างว่ายน้ำช้าเสียจริง เจ้าน่ะไม่มีประโยชน์อันใดสำหรับข้าอีกต่อไปแล้วล่ะ ตอนนี้ข้าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกล่าวสรรเสริญอะไรแก่เจ้าแล้วล่ะ”
 
 
 
 
 
        นิทานเรื่อง  สิงโตกับหนู
 
 




คราวหนึ่ง เมื่อสิงโตตัวหนึ่งนอนหลับอยู่ หนูเล็กๆ ตัวหนึ่งได้เริ่มวิ่งขึ้นวิ่งลงบนสิงโตตัวนั้น ด้วยเหตุนี้ ไม่ช้าไม่นานสิงโตก็ตื่น และเอาอุ้งมือขนาดใหญ่ตะปบมันไว้ พร้อมอ้าปากกว้างเตรียมขยอกกลืน\
 
 
 

 
 
 
“ขออภัยโทษเถิดท่านเจ้าป่า หนูตัวเล็กกล่าวเสียงดังฟังชัด ยกโทษให้ข้าพเจ้าสักครั้ง แล้วข้าพเจ้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านเลย ใครจะรู้ ได้ว่าสักวันหนึ่งข้าพเจ้าอาจตอบแทนท่านได้ สิงโตขำมาก เมื่อได้ฟังความคิดของหนู ว่าสามารถจะช่วยตนได้ จึงยกอุ้งมือ (เท้าหน้า) ออกเพื่อปล่อยหนูไป   


 
 
หลังจากนั้นมานานพอดู สิงโตตัวนั้นไปติดกับดัก (ของนายพราน) เข้า ฝ่ายนายพรานซึ่งปรารถนาจะนำไปเป็น เพื่อถวายพระราขา จึงช่วยกันผูกมันไว้กับต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วพวกเขาก็ไปหารถมาบรรทุก เพื่อบรรทุกมันไป 
 
 
 
 




ขณะนั้นเจ้าหนูน้อยบังเอิญผ่านมา และแลเห็นสภาพอันน่าเศร้าของสิงโต จึงเดินเข้าไปใกล้สิงโต แล้วกัดแทะเชือก
ที่มัดราชาแห่งสัตว์ป่านั้นกระจุยไป